วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ใช้ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ต้องมีวิจารณญาณ

ผอ.ไอที กลต.จี้รัฐเป็นกลางใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค ด้านปธ.ชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง ยอมรับ ทวิตเตอร์เร็ว แต่ความน่าเชื่อถือน้อย ขณะที่ อ.นิติศาสตร์ชี้ปัจจัยโซเชียลเน็ตเวิร์คบูมมาจากรับปิดกั้นสื่อ...
          เมื่อกระแสสังคมบนโลกออนไลน์ ถูกพาดพิงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยศรีปทุม หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ จึงคว้าโอกาสนี้ จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ การสร้างโรดแม็พวิถีชิวิตบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อให้บุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ตระหนักถึงความรับผิดชอบ สิทธิส่วนบุคคลมีจิตสำนึก และ มีจริยธรรมต่อการใช้งานในสังคมเครือข่าย พร้อมกับให้ทราบถึง ประโยชน์ โทษ โอกาสและความเหมาะสมในการใช้งานสังคมเครือข่ายรวมทั้งให้เกิดประโยชน์ต่อการ ดำเนินชีวิตประจำวัน
นายกำพล ศรธนะรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แสดงความเห็นว่า การใช้งานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คสุ่มเสี่ยงมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์โดยรัฐบาล ไม่ว่าจะปิด หรือบล็อกก็ตาม ขณะเดียวกัน การบล็อกเว็บที่ผ่านมา ไม่ได้บล็อกเฉพาะในส่วนที่มีปัญหา แต่กลับบล็อกจนเกิดความเดือดร้อนกับผู้ใช้งาน

          ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กลต. แสดงความคิดเห็นต่อว่า รัฐบาล ภายใต้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตไม่สามารถเข้าเว็บ ที่ลิงค์ผ่านกันได้ โดยส่วนตัวไม่สนับสนุนการบล็อก ดังนั้น ต้องถามกลไกที่รัฐบาลกำหนดออกมา

          นายกำพล เสนอแนะอีกว่า รัฐบาลควรดำเนินการกับเว็บไซต์ที่กระทำความผิด โดยต้องบล็อกส่วนที่เป็นภัยมากๆ และแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายั่วยุปลุกระดม หรือหมิ่นสถาบัน ขณะเดียวกัน ต้องมีจริยธรรม มีคุณธรรม และความยุติธรรม มีกฎ กติกาอย่างชัดเจน เพื่อการปกป้องสังคมรอบด้าน และสร้างความสมานฉันท์ ตามแผนปรองดองของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากมีการโต้แย้งรัฐบาลต้องชี้แจงด้วยข้อมูล

          นางภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ญอง ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง อธิบายว่า ข่าวสารที่ออกจากโซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง รวดเร็วกว่าแหล่งอื่น ตัวอย่างกรณี ไมเคิล แจ๊คสัน เว็บข่าว รู้เร็วกว่าสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) 45 นาที ขณะที่ บางเรื่องเชื่อถือได้ และไม่ได้ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง อธิบายต่อว่า ทวิตเตอร์ ไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่มีคนตาม ก็ติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ ส่วนลิงค์ที่เป็นรูปภาพก็เป็นการเชื่อมต่อทุกอย่างไว้ด้วยกัน แล้วให้คนแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนร่วมกัน  นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้ใช้งานมีโอกาสที่จะเข้าถึงบุคคลสำคัญที่ไม่เคยรู้จักได้ทั่วทุก มุมโลก เพียงแค่เพื่อนมีเครือข่ายอีกส่วนหนึ่ง

          นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า สาเหตุที่จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คเพิ่มขึ้น มี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.สื่อกระแสหลักตอบสนองความต้องการผู้รับไม่ได้ เพราะเป็นการแสดงออกด้านเดียว ทำให้เกิดความอึดอัดบางอย่าง 2.สื่อกระแสหลัก อาจโดนแทรกแซงจากภาครัฐ และ3.สื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งถูกปิดกั้น ไม่ให้มีการใช้ข้อมูลภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน และภาครัฐจะต้องจัดการกับปัญหาดังกล่าว



          อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุต่อว่า สื่ออินเทอร์เน็ต หรือสื่อทางเลือก เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่ใช้สิทธิเสรีภาพได้ดี และตราบใดที่ผู้ใช้ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ก็น่าจะเป็นสังคมที่สร้างสรรค์ รู้เท่าทัน และใช้อย่างมีสติ ขณะเดียวกัน หากพบการกระทำผิดก็องนำเสนอไปทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อย่าไปใช้การดำเนินการที่ผิดกฎหมาย หรือศาลเตี้ย เพราะจะทำให้สังคมอยู่ลำบาก

          แม้ว่าโซเชียลเน็ตเวิร์คจะเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่ได้หมายความว่า การเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์จะสามารถโพสข้อความได้ตามใจชอบทั้งหมด ดังนั้น ผู้ใช้จึงควรมีวิจารณญาณ รวมทั้งตระหนักถึงประโยชน์และโทษที่จะตามมา เพื่อการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร มากกว่าที่จะตกเครื่องมือของโซเชียลเน็ตเวิร์คเสียเอง...
ทีมข่าวไอทีออนไลน์
itdigest@thairath.co.th

แม่ฮ่องสอน โลกออนไลน์ที่เข้าถึงชุมชน

ซิป้าเดินหน้าเปิด ศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ไอซีที แม่ฮ่องสอน ตั้งเป้าอบรม และให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แก่เยาวชนประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึง...  

           เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ร่วมกับเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน และวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เปิดศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ไอซีที แม่ฮ่องสอนขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ผ่านมามีการให้บริการที่จังหวัด เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น ไปแล้ว โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกจะดูความพร้อมและองค์ประกอบของจังหวัดเป็นหลัก ศูนย์ฯดังกล่าวไม่เพียงกระจายโอกาสการใช้งานด้านไอทีเท่านั้นนายชวลิต สาลีผล รักษาการผู้อำนวยการ ซิป้า ชี้แจงว่า ศูนย์ฯมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่น นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนครู อาจารย์จากสถาบันภาครัฐและเอกชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีด้านไอซีทีจากศูนย์ดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและสามารถนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ ผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืน ตลอดจนนำไปสู่การนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ทั้งการส่งต่อความรู้หรือการนำไปต่อยอดเพื่อประกอบอาชีพ โดยตั้งเป้าจะมีเยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1 พันคนต่อเดือนและตลอดทั้งปีกว่า 3 หมื่นคน          นายจรูญ คำนวนตา ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ชี้แจงว่า ศูนย์ดังกล่าวมีโปรแกรมการฝึกอบรมบุคคลที่สนใจการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงระดับสูง ที่สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจส่วนตัวได้ โดยมีทั้งไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือ คิดค่าใช้จ่ายไม่เกิน 300 บาทต่อหลักสูตร เบื้องต้นหลักสูตรที่เปิดอบรม คือ การสร้างเว็บไซต์ คอมพิวเตอร์เบื้องต้นสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษา การสร้างงานกราฟฟิก ในปีแรกที่เปิดดำเนินการ ทางศูนย์ฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะมีเยาวชนและประชาชนผู้สนใจเข้ามาใช้บริการศูนย์ฯโดยเฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 1 พันคนต่อเดือน หรือรวมทั้งปีไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน และมีสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจเข้ามาใช้บริการศูนย์ไม่น้อยกว่า 20 ราย
         นายสุเทพ นุชทรวง นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ ประชากรในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอนมีประมาณ 250,000 ราย แบ่งเป็นเขตเทศบาล 6 พันคน โดยตั้งเป้าว่าหลังจากเปิดศูนย์ฯอย่างเป็นทางการแล้ว ภายในปี2553 จะมีประชากรใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นราว 30-40 % จากปัจจุบันการใช้งานยังน้อยอยู่มาก โดยใช้งบประมาณในการตั้งศูนย์ฯ ครั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนใช้ไปกว่า 4 ล้าน สำหรับปรับปรุงพื้นที่ให้บริการ ขณะที่ ซิป้าได้สนับสนุนฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์มีประมาณ 3 ล้านบาท

           นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ให้ข้อมูลต่อว่า ประชาชนในจังหวัดที่ผ่านการอบรมจะได้ทดลองปฏิบัติงานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์จริง และนำเอาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน การอบรมนี้มีค้าใช้จ่ายในอัตรารายละไม่เกิน 300 บาทต่อหลักสูตร สำหรับยอดอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เดือนต.ค. 2552 ถึงเดือนมิ.ย. 2553 มีจำนวนกว่า 653 รายที่เข้าร่วมอบรมกว่าคน มีการใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน1,342 ครั้ง
 นายสุเทพ ให้ข้อมูลด้วยว่า ศูนย์แห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะความ รู้ด้านเทคโนโลยีให้กับเด็กและประชาชนที่สนใจ โดยมีหลักสูตรการเรียนรู้กว่า 20 โปรแกรม ขณะเดียวกัน ยังตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปี ศูนย์ดังกล่าว จะสามารถดึงความร่วมมือจากบริษัทเอกชนด้านซอฟต์แวร์กว่า 10 บริษัท จากเดิมที่มีอยู่ 2 บริษัท เพื่อเข้ามามีส่วนสร้างรายได้ในพื้นที่ และรองรับการทำงานบุคลากรที่ผ่านการอบรม นอกจากนี้ ยังตั้งเป้ากระจายงานให้เยาวชนที่ผ่านการอบรมมีงานทำกว่า 500 ราย สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมไอทีในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท  ด.ช. สุจินดา ปัญญาเจริญยิ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยเสือเฒ่า อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่มีศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ว่าที่โรงเรียนจะจัดให้มีการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม และยังได้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าเว็บไซต์กูเกิลค้นหาข้อมูลทำการบ้านส่งคุณครู นอกจากนี้ ยังชอบสถานที่ด้วย เพราะมีอุปกรณ์หลายอย่างให้ได้ศึกษาหาความรู้ประกอบการเรียน     

           เล่าว่า หลังจากอบรมที่ศูนย์ดังกล่าวแล้ว ก็นำความรู้ที่ได้รับมาประกอบอาชีพรับจ้างทำเว็บหลายอย่าง เช่น เว็บองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แม่ฮ่องสอน และเว็บรีสอร์ท เป็นต้น ช่วยสร้างรายได้ให้กับตนเองโดยเฉลี่ย 2 หมื่นบาทต่อเดือน ขณะเดียวกัน ก็ทำเว็บไซต์ส่วนตัวเปิดรับทำเว็บ ภายใต้ชื่อ www.1864design.com โดยวางแผนว่าในอนาคตจะรวมสินค้าโอทอปทั้งจ.แม่ฮ่องสอน และภาคเหนือ และวัฒนธรรม ขอแม่ฮ่องสอน เพื่อปราสัมพัน์ผ่านเว็บดังกล่าวด้วย

            นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ไอซีที แม่ฮ่องสอน ที่ช่วยผลักดันให้ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงาน ตลอดจนลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป เข้ามาใช้บริการจนสามารถประกอบอาชีพเป็นกอบเป็นกำ และเจตนารมย์ของนายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ที่แน่วแน่ปักธง พัฒนาเชิงอนุรักษ์ ควบคู่กับการเสริมเทคโนโลยี และคงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน แต่ระยะทางก็ไม่อาจขวางกั้นโลกแห่งเทคโนโลยีได้
ทีม ข่าวไอทีออนไลน์  itdigest@thairath.co.th
นางสาวนุสรา เจ้าดูรี
บทความจาก : ไทยรัฐ 

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

แฉเน็ตเครือข่ายสังคม ช่องทางฮิต-นัดมีเซ็กซ์

เอแบคโพลแฉผลสำรวจล่าสุด เนื่องในวันเอดส์โลก

พบแนวโน้มมีเซ็กซ์กันเองในหมู่เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง รวมถึงใช้เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม เป็นช่องทางในการมีเพศสัมพันธ์กัน เพิ่มมากขึ้นเท่าตัว ขณะที่การซื้อบริการทางเพศกลับลดลง ชี้เป็นแนวโน้มที่ต้องรณรงค์ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคเอดส์ 'จุรินทร์' เผยตัวเลขคนไทยที่ป่วยเป็นเอดส์ที่ยังมีชีวิตมีอยู่ 5.2 แสนคน ทุกปีจะมีคนติดเชื้อใหม่ถึง 1 หมื่นคน ตั้งเป้าจะให้เหลือปีละ 5 พันคน

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันที่ 1 ธ.ค. เป็นวันเอดส์โลกของทุกปี

ดร. นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ประจำสถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ (Cornell Institute for Public Affairs) มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงของคนเมืองและการยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์ในสังคมไทย กรณีศึกษาเปรียบเทียบแนวโน้มปี 2548 กับปี 2553 ในกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วไปพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,269 ตัวอย่าง โดยดำเนินการสำรวจในระหว่างวันที่ 20-27 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ของคนที่ถูกศึกษาหรือร้อยละ 70.4 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เมื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ที่คิดว่าจะทำให้ติดเชื้อเอดส์ได้ ที่เคยสำรวจปี 2548 กับ ปี 2553 พบว่า คนที่เข้าใจว่า การรับเลือดจากผู้ป่วยเอดส์จะทำให้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 88.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 98.3 สัดส่วนของคนที่เข้าใจว่าการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วยเอดส์จะทำให้ติด เชื้อเพิ่มขึ้นจาก 51.1 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 97.5 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของคนที่เข้าใจว่า ถ้าว่ายน้ำในสระเดียวกับผู้ป่วยเอดส์จะทำให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.6 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 27.2 ในปี 2553 นอกจากนี้ สัดส่วนของคนที่คิดว่าการถูกเนื้อต้องตัวกับผู้ป่วยเอดส์จะทำให้ติดเชื้อ เอดส์ไปด้วยเพิ่มจากร้อยละ 1.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 10.2

ประเด็น ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มคนที่ผู้ถูกศึกษามีเพศสัมพันธ์ด้วยที่เป็นสามีภรรยา ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 71.5 มาอยู่ที่ ร้อยละ 68.5 ในขณะที่กลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบแฟนหรือคู่รักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อย ละ 30.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.1

ประเด็นที่น่าจับตามองคือ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ขายบริการทางเพศลดลงจาก 3.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน กับเจ้านาย ลูกน้อง คนที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือจากร้อยละ 2.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 4.0 ตามลำดับ

เมื่อ วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อเอดส์ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2548 ร้อยละ 62.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 83.2 ในการสำรวจปี 2553 ครั้งล่าสุด

และผลสำรวจยัง พบด้วยว่า สัดส่วนของคนที่ระบุมีคนใกล้ชิดติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 11.4 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 16.1 ในปี 2553 โดยในกลุ่มที่มีคนใกล้ชิดติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 43.8 ระบุเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก ร้อยละ 29.6 ระบุเป็นเพื่อนบ้าน ร้อยละ 22.2 ระบุญาติพี่น้องที่พักอาศัยต่างบ้านกัน รองๆ ลงไปคือ เพื่อนร่วมงาน ญาติในบ้านเดียวกัน และอื่นๆ คือ สามี ภรรยา แฟน และคนรัก เป็นต้น

ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ แนวโน้มการยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์ในสังคมไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

และผลวิจัยค้นพบว่า ถ้าผู้ป่วยโรคเอดส์มีระยะใกล้ชิดกับคนตอบแบบสอบถามมากเพียงไร สัดส่วนของคนที่ยอมรับผู้ป่วยเอดส์ก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น การยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยืนรอรถเมล์ป้ายเดียวกัน รับได้ร้อยละ 87.4 ในปี 2548 และร้อยละ 86.7 ในการสำรวจครั้งล่าสุด การดูหนังในโรงภาพ ยนตร์เดียวกัน รับได้ร้อยละ 83.9 ในปี 2548 และร้อยละ 81.6 ในปี 2553 และมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของผู้ป่วยโรคเอดส์ รับได้ร้อยละ 76.9 ในปี 2548 และร้อยละ 71.7 ในปี 2553 แต่เมื่อถามถึงการโอบกอดผู้ป่วยโรคเอดส์ พบว่า รับได้ร้อยละ 24.6 ในปี 2548 และร้อยละ 41.1 ในปี 2553 และถ้าดื่มน้ำแก้วเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ พบว่ารับได้ร้อยละ 17.7 ปี 2548 และร้อยละ 13.7 ในปี 2553 ตามลำดับ
ยิ่ง ไปกว่านั้น เห็นได้ชัดเจนว่า ส่วนใหญ่ของผู้ถูกศึกษาหรือร้อยละ 67.4 ในปี 2548 และร้อยละ 56.7 ในปี 2553 ยังคงรู้สึกว่า โรคเอดส์เป็นเรื่องน่ากลัว
และ ถ้าคนที่ตนเองรักติดเชื้อโรคเอดส์ พบว่าสัดส่วนของคนที่ยอมรับได้ลดลงจากร้อยละ 66.7 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 40.4 ในปี 2553 และสัดส่วนของคนที่ยอมรับไม่ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.9 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 30.0 ในปี 2553 สำหรับแนวทางป้องกันในมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.7 ระบุป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ สวมถุงยางอนามัย รองๆ ลงไปคือ ไม่เปลี่ยนคู่นอน ไม่มีคู่นอนหลายคน เปลี่ยนเข็มฉีดยาทุกครั้งเมื่อมีการใช้งานแล้ว และควรรณรงค์ให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง

ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป

4-5 ปี พฤติกรรมเสี่ยงของประชาชนในการติดเชื้อเอชไอวี และเป็นโรคเอดส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การยอมรับและไม่ยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการ สำรวจเมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์มากเท่าไหร่ สัดส่วนของคนที่ยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์มีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

จากผลสำรวจ มีข้อเสนอแนะให้เฝ้าระวังสถานการณ์โรคเอดส์ในสถานที่ทำงาน เพราะผลสำรวจพบมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์ของ "คนทำงาน"

และในเครือข่ายสังคมทางอินเตอร์เน็ตต่างๆ เพราะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของคนที่มีเพศสัมพันธ์กันเกือบเท่าตัว ทางออกคือ การเร่งรณรงค์ให้กับประชาชนในสถานที่ทำงาน ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน และคำเตือนรณรงค์ป้องกันและให้มีการยอมรับผู้ป่วยโรคเอดส์ ไม่กีดกัน ไม่แสดงความรังเกียจผู้ป่วยทั้งในที่ทำงาน สถานประกอบการต่างๆ ในชุมชนหนาแน่น และในโลกออนไลน์

นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เนื่องในวันเอดส์โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ธ.ค.ของทุกปี การจัดกิจกรรมในปีนี้ใช้คำขวัญว่า "สิทธิทางเพศ สิทธิด้านเอดส์ คือสิทธิมนุษยชน"

ปี นี้เน้นการจัดนิทรรศการให้ความรู้กับเยาวชน และการกระจายถุงยางอนามัยให้ทั่วถึง เนื่องจากถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ สำหรับสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ 520,000 คน ขณะ ที่การติดเชื้อจากชายรักชาย มีร้อยละ 33 ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุด รองลงมาติดเชื้อจากคู่นอนร้อยละ 28 และการติดเชื้อจากใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเพื่อเสพยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าแต่ละปี มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คน ดังนั้นในปี 2554 ตั้งเป้าลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 5,000 ราย พร้อมเตรียมผลักดันให้แพทยสภาพิจารณาให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ได้ด้วยความสมัครใจ โดยไม่ต้องผ่านคำยินยอมจากผู้ปกครองเพื่อป้องกันความอาย และกลัวผู้ปกครองตำหนิ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สุดยอดคำค้นแห่งปี

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นในเมืองไทยตลอดปี 2553 เช่น การชุมนุมทางการเมือง อุทกภัยที่ชาวไทยทั่วประเทศได้ร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการจากไปอย่างวีรบุรุษของจ่าเพียร ล้วนเป็นข่าวเด่นที่อยู่ในความสนใจของคนไทยในปีนี้
จนถึงนักท่องเที่ยวมักจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวเก๋ๆ หรือกำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะสถานที่ที่มีเรื่องราวหรือมีความโดดเด่นจนได้ออกรายการทีวี หรือมีการพูดถึงบนอินเทอร์เน็ต เช่น  ศรีพันวา รีสอร์ทหรูที่เกาะภูเก็ต, ที่พักบนเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี และตลาดน้ำอัมพวา
ตลอดจนเทคโนโลจี3จี เข้ามาอยู่ในความสนใจของชาวไทยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเวลาที่จะมีการประมูลใบอนุญาตแต่ความสนใจดังกล่าวก็ลดระดับลงไป อย่างน่าเสียดายในตอนท้าย ทันทีที่การประมูลต้องถูกระงับไป
และ เพลงลูกทุ่งสะท้อนสังคมอย่าง “เพลงลูกเทวดา” มาแรงฉุดไม่อยู่ ส่วนรายการเรียลลิตี้ยอดฮิต “เดอะสตาร์ 6” ก็มีแฟนคลับติดตามให้กำลังใจอย่างเหนียวแน่นไม่หลุดโผ 
วันนี้กูเกิลประกาศ ผลไซต์ไกสต์ประจำปี 2553 ซึ่งเป็นการมองย้อนกลับไปทั้งปีผ่านสายตาสาธารณะของโลกออนไลน์ ผลไซท์ไกสท์นี้จะเปิดมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ให้คุณได้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญและเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในรอบปี โดยดูจากการค้นหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกและในประเทศไทย
ประเทศที่ทำให้ใครต่อใครตื่นตาตื่นใจได้เสมอ สิ่งที่คนไทยค้นหาบ่งบอกเรื่องราวหลากหลายที่แสดงถึง "วิถีแบบไทยๆ" สถานการณ์ทางการเมืองดูเหมือนจะเป็นเรื่องเด่นของปีนี้ ที่ชาวไทยให้ความสนใจค้นหาข้อมูลกันอย่างล้นหลาม ตามมาด้วยเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ คนไทยสามารถรวมตัวกันได้อย่างน่าทึ่ง และรวมน้ำใจแสดงพลังไปช่วยผู้เดือดร้อน 
ขณะเดียวกันคนไทยกับความบันเทิงก็ยากที่จะแยกจากกัน เห็นได้จากเพลงลูกทุ่งสะท้อนสังคมที่มาแรง รวมถึงรายการเดอะสตาร์ที่มีคนจำนวนมากติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่เรื่องราวในครอบครัวของดาราที่อยู่ในความสนใจของคนไทยมาจนถึงสิ้น ปีไม่หลุดโผ
ทั้งยังมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอินเทรนด์ต่างๆ เช่น iPad iPhone หรือ Blackberry และ Nokia ก็ได้รับความสนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทที่โดดเด่นมากในปีนี้ เช่น facebook และ YouTube
รายการคำค้นหาด้านล่างจะเปิดให้คุณได้สัมผัสกับไซต์ไกสต์ หรือ จิตวิญญาณแห่งกาลเวลาของประเทศไทยในปี 2553

คำค้นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งปี
1.เพลงลูกเทวดา
2.ipad 
3.iphone 4
4.the star 6
5.เพลงเหงาปาก 
6.facebook
7.ตารางบอล 
8.ยูทูป 
9.photoscape 
10.รามคำแหง 

บันเทิงเริงใจ
1.the star 6
2.พระจันทร์ลายพยัคฆ์
3.ซอน ต๊อก
4.วนิดา
5.มาลัยสามชาย
6.inception
7.ธาราหิมาลัย
8.กุหลาบไร้หนาม
9.ไทรโศก
10.เดี่ยว 8
รวมข่าวเด่น
1.สถานการณ์ เสื้อแดง  
2.ข่าวน้ำท่วม  
3.จ่าเพียร
4.ยุบพรรคประชาธิปัตย์
5.เสธแดง
6. อริสมันต์หนี 
7.แอร์พอร์ตลิงค์  
8.พงษ์พัฒน์
9.เซ็นทรัลเวิล์ดถล่ม
10.ปาเกียว

กีฬา1.ฟุตบอลโลก 2010
2.เมืองทอง ยูไนเต็ด
3.ลิเวอร์พูล
4.ศรีสะเกษ fc
5.มวยปล้ำ
6.ขอนแก่น fc 
7.ฟุตบอลยูฟ่า   
8.siamsport
9.ชลบุรี fc
10.torres

คนดังหน้าจอ
1.cn blue
2.zee
3.i love kamikaze
4.justin bieber
5.แอนนี่
6.ธัญญ่า
7.2pm always
8.4minute
9. มิน
10.กัน         

ธุรกิจชั้นนำ
1.toyota thailand
2.nissan thailand
3.major cineplex
4.air asia thailand
5.htc thailand
6.dtac
7.agoda thailand
8.kasikorn bank
9.super rich
10.apple thailand

เทรนไอทีมาแรงแห่งปี
1.facebook
2.iPhone 4g
3.Nokia 5233
4.Commart 2010
5.palringo
6.blackberry bold 9700
7.settrade.com
8.nexus one
9.qr code
10.photoscape   

พักผ่อนและท่องเที่ยว
1.ศรีพันวา
2.ที่พัก เกาะล้าน
3.ตลาดน้ำอัมพวา
4.ท้องฟ้าจำลอง
5.ศาลเจ้าพ่อเสือ
6.เกาะสมุย
7.ทัวร์เกาหลี 
8.เพลินวาน
9.ทัวร์สิงคโปร์
10.ตลาดโรงเกลือ

คำค้นหาที่มาแรงทั่วโลก
1. chatroulette
2. ipad
3. justin bieber
4. nicky minaj
5. friv
6. myxer
7. katy perry
8. twitter
9. gamezer
10. facebook
*ทั้งหมดเป็นคำค้นที่มาแรงที่สุดของแต่ละหมวดซึ่งได้ตัดคำที่ซ้ำออกไปแล้ว

ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

ปฏิทิน

อินเตอร์เน็ตกับการเมือง

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากระแสของข่าวสารหรือข้อมูล ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตค่อนข้างแพร่หลาย และเกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารได้เร็ว โดยเฉพาะสังคมโลกออนไลน (Social Network) ที่เข้าไปมีอิทธิพลกับคนทุกรุ่นทุกวัย และในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดของคนทั่วโลกมากขึ้น ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นอินเตอร์เน็ตหรือมองตัวเองผ่านโลกไซเบอร์อยู่ ตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลและบทบาทของอินเตอร์เน็ตนี้เองทำให้เกิด "สื่อพลเมือง" ซึ่งในที่นี้ก็หมายความถึง "สื่อพลเมืองเน็ต" ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์, อีเมล, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ค และการติดต่อสื่อสารในยุดโลกาภิวัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้คำว่าสื่อพลเมืองอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จะเกิดอาการส่ายหน้า เพราะแต่ก่อนคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงการสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือแบบเห็นหน้า กัน (face to face) แต่ปัจจุบันคนไทยกว่า 4.6 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ค (facebook.com) ที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สะดวก เป็นกันเอง และให้ความบันเทิงได้ขณะเดียวกัน
ความเคลื่อนไหวในวงการอินเตอร์เน็ตนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดทั้งผลดี ผลเสีย หรือมีทั้งประโยชน์และโทษต่อสังคม ประชาชน โดยเฉพาะการเมืองที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้ตอกย้ำความสำคัญของสื่อพลเมืองมากยิ่งขึ้น และจากเวทีการสัมนา "การเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ตและภาระของตัวกลาง" ซึ่งจัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 17 พฤษจิกายน 53 ก็ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต และหัวข้อที่น่าสนใจที่หยิบมานำเสนอก็คือ "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับการเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ต"
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองในแง่ของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือมองอินเตอร์เน็ตในฐานะสังคมใหม่สังคมหนึ่ง ถ้าคนมีมุมมองของสังคมวิทยาเข้ามากำกับก็ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย หรือควรทำความเข้าใจธรรมชาติของสังคมอินเตอร์เน็ตแค่ไหน แน่นอนคือคงไม่มีคำตอบเดียว ประเด็นนี้ก็ถือเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม กล่าวคือ เมื่อปี 2549 หากย้อนไปดูในงานวิจัยต่าง ๆ แล้ว ความสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ตมีมานาน ก็เหมือนสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน หรือเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราศึกษาสังคมมันก็จะมีอะไรใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลง (Modernization) มันมีสังคมใหม่ที่แตกต่างจากสังคมเดิม หรือมองว่ามันเป็นกรอบใหม่กับกรอบเก่า คือ จะโลกออนไลน์กับออฟไลน์มันต่อเนื่องกันอย่างไร ทั้งนี้โลกออฟไลน์ก็ไม่ได้ล้าสมัย แต่เสมือนมีอีกโลกหนึ่งเกิดขึ้นมา แต่ก่อนกรอบใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะมันมีอะไรที่ตื่นเต้นในโลกอินเตอร์เน็ต มันไม่ใช่กรอบการเมืองที่แท้จริง
"แม้กระทั่งคำใหม่ที่เกิดขึ้น "ชิมิ" ที่หลายคนมองว่าเป็นวิบัติคำนั้น มันก็เกิดมาจากการพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ต และเป็นพลวัฒน์ของสังคม เพราะคนใช้ต้องการความรวดเร็วขึ้น สะดวก ก็เลยเกิดการย่อคำ เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งเป็นโลกที่คนโบราณใช้ไม่เป็น หากเราไม่เข้าใจพื้นฐานของสังคมวิทยาแล้ว เราก็เข้าใจการเมืองในอินเตอร์เน็ตยาก"
เมื่อก่อนการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ต้องตั้งคำถามว่า อินเตอร์เน็ตเขามองเรื่องอะไร ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องวิตกว่าสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งมันทับซ้อนกับสิ่งที่วิตกในสังคมอยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้เครื่องมือใหม่ก้คืออินเตอร์เน็ต จากการศึกษาอินเตอร์เน็ตก็จะวนเวียนอยู่ 2 เรื่อง คือ ศึกษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อีกแบบหนึ่งก็ศึกษาว่าโลกไซเบอร์เป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเทียบกันแล้วก็คือการเมืองในยุคนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคนไทยเริ่มนิยมอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกเริ่มประมาณ 1 ล้านคน เริ่มสนใจ เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น
"ทั้งนี้การเมืองในอินเตอร์เน็ตในยุคแรกค่อนข้าง มีลักษระเป็นสากล ประเด็นใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม เรื่อเว็บโป้ ลามกอนาจารเป็นส่วนใหญ่ เครือข่ายผู้ปกครองจะเข้ามาดูมาก ถ้าเป็นสงครามในอินเตอร์เน็ตยุคนั้น รัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการต่อสู้ของคนที่เข้าไปใช้มากกว่า แต่ภายหลังรัฐก็ได้มีกรอบกฎหมายออกมา แต่ล่าช้ากว่า ประเด็นใหญ่กว่านั้นมันเป็นการสู้ภายในประชาสังคม โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมเพราะโลกอีนเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็น 2 โลก คือ โลกที่อยู่ในเว็บบอร์ด เป็นการใช้คำหยาบแต่ไม่มีการหมิ่นเบื้องสูง และโลกหนึ่งคือโลกที่ขาวสะอาดหรือเว็บที่ใช้เป็นเครื่องมือ"
จุดเปลี่ยนผันอันต่อมาคือ เมื่อมีการทำรัฐประหาร ความรู้สึกที่ว่าการต่อต้านสรุปแล้วพยายามหาทางออกหรือเพิ่มขึ้น มันสำคัญตรงที่เมื่อการเมืองเปลี่ยน เริ่มมีกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปรากฎบนอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็คือว่าการเมืองในอินเตอร์เน็ตมันซับซ้อนมากขึ้น เมื่อก่อนที่จะมีกฎหมายต่าง ๆ นั้น สังคมก็เรียกร้องว่าการที่ออกมาถกเถียงกันนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า คุณเป็นใครในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพื้นฐานสังคมเหล่านี้มันรองรับโครงสร้างกฎหมายบางอย่าง หลังจากนั้นการเมืองอินเตอร์เน็ตมันเฟื่องฟูมากขึ้น รัฐก็อยากจัดระเบียบให้ได้ แต่คนยุคใหม่มันเหมือนว่าไม่มีที่จะไป คนเลยเข้าไปอยู่ในนั้นกันหมด ท้ายที่สุดเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่สลับซับซ้อน
ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการทางด้านกฎหมาย อย่างอาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อม โยงประเด็นที่ว่าอินเตอร์เน็ตกับการเมือง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับการเมือง และพรบ.คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ต ว่าในที่สุดแล้วทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศ แท้จริงแล้วอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสื่อสารที่มีอิทธิพลอย่างมากกับการ เมืองการปกครอง มีปัจจัยในรูปแบบบริการ
ไม่ว่า social network, blog ฯลฯ ต่อมามันมีเนื้อหาที่ถูกทำให้ปรากฎมันมีลักษณะเป็นการเมือง ที่ไม่ใช่ในยุคหลังด้วยซ้ำไป เพราะการก่อให้เกิดอินเตอร์เน็ตนั้นมันมาจากการเมือง เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารในการรบ ให้ต่อเนื่อง แม่นยำ สมัยเมื่อสงครามของอเมริกาหรือสมัยสงครามโลก เกิดการคิดค้นเครือข่ายต่าง ๆ ขึ้นมา ฉะนั้นการเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตมันเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองแล้ว
นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตได้เข้าไปมีอิทธิพลในวงการการศึกษา หรือบันเทิง ถูกนำมาใช้มากขึ้น กับบทบาทของสื่อทางเลือก ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศของแต่ละประเทศ ที่สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่การเมืองของภาครัฐแล้ว แต่กลับเป็นสื่อพลเมืองแทน เราจึงปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทาง การสื่อสาร ฉะนั้นมันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก แต่ก็จะหนักไปทางที่ว่าอินเตอร์เน็ตที่ถูกจัดว่าเป็นสื่อทางเลือกนั้นจะอยู่ ตรงข้ามรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบางประการมีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือตอบรับอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย และมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ต่างจากสื่อกระแสหลัก
"ในประเทศไทยก่อนหน้านี้ก็หนักไปในเรื่องบันเทิง พอยุคปลายทักษิณมันมีองค์ประกอบที่ว่าคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ต่อมาคือหลังจากการรัฐประหารแล้วคนก็เริ่มอึดอัดใจในทางการเมืองมากขึ้น สื่อกระแสหลักมันลดทอนความหลากหลายลง มันเป็นเอกภาพของฝ่ายเดียว ซึ่งในทางประชาธิปไตยมันจะมีความเห็นในทิศทางเดียวกันไม่ได้ สุดท้ายมันมีพฤติกรรมของรัฐบางประการที่ใช้อำนาจปิดกั้นสื่อหรือแทรกแซงสื่อ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ย่อมทำให้อินเตอร์เน็ทเข้ามามีบทบาททางการ เมืองและเข้ามาประสานงานกับบริการรูปแบบใหม่ ๆ อย่างเช่นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์"
แต่ก่อนอินเตอร์เน็ตกับการเมืองมีคนเข้าดูไม่กี่กลุ่มหรือมีไม่กี่บล็อค แต่ต้องยอมรับว่าบางทีคนไทยก็เบื่อกับการอ่านอะไรที่ยาวเกินไป พอเจอพวกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มันก็เลยแพร่หลาย แต่ก็ไม่เหนือไปจากกลุ่มโทรทัศน์และวิทยุ เพราะมันยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ แต่การเข้าถึงมันมีจุดแข็งมากกว่า โดยที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเกรงกลัวบางมุม ก็อย่างเช่น การมีซอกลึกลับ ทำให้คนที่คิดเหมือนกันเข้ามาเจอกันได้ บางคนไมเคยพบเจอกันมาก่อน แล้วรัฐก็ไม่สามารถปิดได้
พูดง่าย ๆ คือ "ฆ่าไม่หมด" อันต่อมาคือ คนที่เข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตนั้นมันมีอะไรบางอย่าง อาจจะมีเงิน มีเวลา มีการศึกษา ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เรื่องการเมืองเลย หรือรู้น้อย แต่รัฐมักจะมองว่ามีอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐ จุดแข็งต่อมาคือ อินเตอร์เน็ตมันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญกันคนต่างประเทศได้ดี มีศักยภาพ สุดท้าย การเมืองอินเตอร์เน็ตสามารถกระจายข่าวได้เร็ว กว่ารัฐจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของพ.ร.บ.ทางด้านเทคโนโลยี แต่ก่อนเมื่อมีการร่างเมื่อ พ.ศ.2541 ก่อนที่จะนำมาบังคับใช้จริงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่ที่เกิดมาได้เพราะกระแสอาชญากรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ก่อนที่จะออกมาจริงแล้ว มาตรา 14 เป็นเนื้อหาว่าด้วยการปลอมแปลงข้อมูล ส่วนมาตรา 15 เพิ่มการรับผิดของตัวกลางและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้รับโทษเท่ากับคนที่นำเนื้อหามาใส่ สิ่งที่เกี่ยวกับการเมืองจริง ๆ แล้วคือเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาในมาตราที่ 14 ที่ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปนั้นขัดต่อความมั่นคงต่อรัฐ นั่นแสดงว่าการเมืองเข้ามาแล้ว พอหลังจากช่วงการแปรญัญติของ ครม. มีอีกมาตราคือ มาตรา 20 มีการปิดกั้นเข้าสื่ออินเตอร์เน็ต
"พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่ไปผนวกกับความคลุมเครือใน กฎหมายเรื่องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ มาตรา 112 หารหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ก็ไม่ได้มีการประมวลว่าการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ประกอบกับมาตรา 112 มีกี่คดี ภาครัฐก็ไม่เปิดเผยด้วย แต่ความคลุมเครือที่มีมาโดยตลอดและยังไม่ได้รับการแก้ไขก็คือมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการตีความว่าอะไรคือการหมิ่น แง่ต่อมาก็คือว่าผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์นั้นทุกท่านมีสิทธิ์ร้องได้ แน่นอนไม่ได้แค่ประเด็นหมิ่น แต่ไว้ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง"
อย่างไรก็ตามอินเตอร์เน็ตก็ย่อมส่งผลซึ่งกันและกันกับทางการเมืองอย่าง แยกไม่ออก และจากการนำเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งซึ่งผู้อ่านจะต้องวิเคราะ ห็ด้วยว่าเหตุและผลของอินเตอร์เน็ตกับการเมืองที่นอกเหนือจากนักวิชาการนั้น มันมีอะไรที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสิ่งที่เป็นผลเสียจะแก้ไขได้อย่างไรเพื่อให้อินเตอร์เน็ตกับการเมือง นั้นอยู่คู่กันได้อย่างมีประสิทธภาพ
โดย :ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ -อาจารย์สาวตรี สุขศรี

Internet Explorer 9

มาทำความรู้จัก Internet Explorer 9

เวอร์ชั่นถัดไปของ Internet Explorer 8 ซึ่ง ณ วันนี้ ธันวาคม 2510 ยังอยู่ในขั้นทดสอบอยู่ (Beta Version) แต่สามารถ download ไปใช้งานได้แล้ว แต่สำหรับผู้ใช้งานอย่างเราๆ ก็คงต้องเตรียมตัว และศึกษาการใข้งานกันสักนิด เพราะยังไงก็ตาม เราก็คงยังจำเป็นต้องใช้ Internet Explorer 9 นี้อย่างแน่นอน

เรื่องไม่ลับของ Internet Explorer 9

  1. ความต้องการระบบ ของ IE9
    ต้องเป็น Windows ขั้นต่อ คือ Windows Vista SP2 หรือ Windows 7 ขึ้นไป
  2. วิธีพิมพ์หน้าเว็บบน IE9
    ถ้าหาปุ่ม Print ไม่เจอ แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl + P แทนจะดีกว่า รับรอง พิมพ์ได้ทุกหน้าที่ต้องการ
  3. Status Bar หายไป
    เพื่อให้หน้าจอมีพื้นที่การแสดงที่เพิ่มขึ้น IE9 จึงได้ซ่อน Status Bar ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าคุณต้องการให้แสดง Status Bar เมื่อเดิม ให้ กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือก Toolbars และเลือกหัวข้อ Status Bar
  4. ปุ่ม E-mail หายใน IE9
    สำหรับ Internet Explorer 9 ได้ยกเลิกการแสดง E-mail เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าเราต้องการให้แสดงเหมือนเดิม ให้กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือกหัวข้อ Toolbar และเลือกคำสั่ง Command Bar
  5. อยากส่งปัญหาของ IE9 ไปยัง Microsoft
    โดยปกติ เราคงได้พบหน้าต่าง Send Feedback เวลา IE มีปัญหา หรือ hangs แต่สำหรับ IE9 ถ้าเราต้องการแจ้งปัญหาไปยัง Microsoft เราสามารถทำได้อีกวิธีด้วยการกดปุ่ม Alt + X  จากนั้นบน เมนู Tools เลือก Send Feedback ได้เลย
ทิป เล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจทดสอบ Internet Explorer น่ะครับ  หวังว่าคงช่วยแก้ปัญหาส่วนหนึ่งของคุณได้บ้าง..

ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/tips-a-techniques/internet-email-tips/1597-internet-explorer-9

 ลิงค์ : http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=9460